วิธีเรียนหนังสือ

วันก่อนชมรมนักเรียนกฎหมายเชิญนักเรียนที่สอบได้คะแนนดีเยี่ยมของคณะรุ่นอาร์มสองคน มาพูดให้นักเรียนต่างชาติรุ่นอาร์มฟังเกี่ยวกับวิธีการเรียนหนังสือ อาร์มก็สละเวลาไปนั่งฟังครับ ก็เลยจะเล่าให้ฟังว่าวิธีการเรียนหนังสือของคนจีนที่เก่งๆ เป็นอย่างไร  
 
คนจีนคนแรก ก็พูดให้ฟังว่า จะจดเนื้อหาในห้องเรียนยังไง ก็บอกว่าควรจะจดสิ่งที่ครูพูดให้ได้ทั้งหมด สิ่งไหนมีอยู่แล้วในหนังสือ สิ่งนั้นไม่ต้องจด สิ่งไหนที่ไม่เกี่ยวกับที่เรียนแต่เป็นความรู้ที่ครูเสริมให้ ให้จดไว้อีกเล่มเฉพาะ แล้วก็การเรียนต้องมีการทบทวนของวัน การทบทวนของอาทิตย์ การทบทวนของเดือน แล้วก็การทบทวนของเทอมก่อนสอบ เอาสิ่งที่จดจากในห้องมาท่องให้ขึ้นใจทุกๆ วัน อาทิตย์ เดือน แล้วก็ก่อนสอบ สุดท้ายเข้าสอบทุกอย่างก็จะอยู่ในหัวทั้งหมด
 
คนจีนคนที่สอง ก็พูดให้ฟังว่าจะแนะนำเทคนิคให้ฟังว่า จะท่องหนังสือก่อนสอบอย่างไร "คนเราต้องมีเทคนิค" คือ หนึ่ง ดูก่อนว่าอาจารย์ที่สอนเป็นคนเขียนหนังสือเรียนหรือเปล่า ถ้าคนที่สอนเขียนหนังสือเรียน หนังสือเรียนเล่มนั้นต้องท่องละเอียดทั้งเล่ม สอง ถ้าไม่ใช่ สิ่งที่เขาสอนในห้องสำคัญกว่า ต้องท่องเลคเชอร์ให้ได้ทั้งหมด 
 
ล้วนแต่เป็นวิธีคลาสสิกครับ อาร์มก็ยกมือถามว่า แล้วเวลาตอบข้อสอบมีเทคนิคอะไรพิเศษไหม คือควรเขียนตอบอย่างไร จอหงวนทั้งสองท่านก็ตอบอาร์มว่า ไม่มีวิธีพิเศษอะไรนะ เวลาตอบก็ตอบตามที่อาจารย์สอนหรือเขียนในหนังสือให้ได้ทุกตัวอักษร อย่าให้พลาด ก็ใช้ได้แล้ว
 
เขาก็บอกพวกอาร์มว่าไว้เดี๋ยวจะให้ดูหนังสือเรียนของเขา ว่าเขาขีดเส้นใต้เน้น ใส่ตัวเล็ก ไฮไลท์กันอย่างไรบ้าง เผอิญอาร์มไม่ทันได้ไปดู ไม่ง้นคงต้องมานั่งเล่าให้ฟังต่อว่าหนังสือเขาเปื่อยกันแค่ไหน ท่องจนเปื่อยหรือเปล่า
 
——
 
ตอนนี้ที่อาร์มเรียนอยู่ มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ดูจะเป็นคนแหวกแนว เพราะอาจารย์จีนปกติจะสอน หนึ่ง สอง สาม แล้วเด็กทุกคนก็นั่งจด แต่อาจารย์ท่านนี้จะเล่าตัวอย่างคดีก่อน แล้วค่อยให้ทุกคนช่วยกันสรุปออกมาเป็นหลักการ
 
ปรากฎว่า อาจารย์ท่านนี้เล่าคดีไป ท่านคงคิดว่าท่านเล่าได้มีสีสันสนุกสนาน แต่หันไปไม่มีเด็กคนไหนมองหน้าท่านเลย มีแต่อาร์มมั๊งครับ ทุกคนนั่งจดกันหัวดำหัวแดง ตาอยู่ที่สมุด อาจารย์ท่านเลยหยุดทีสอนไว้ก่อน ท่านว่า "คนเป็นอาจารย์ที่ดีต้องสอนลูกศิษย์วิธีการเรียนที่ถูกต้อง วันนี้ผมจะสอนให้"
 
ท่านก็วาดวงกลมสามวงตัดกัน นึกภาพเอาเองนะครับ "วงกลมวงแรก คือ หนังสือ" ท่านบอกเรามาเรียนหนังสือ การอ่านหนังสือจึงสำคัญมาก "วงกลมวงที่สอง คือ สิ่งที่อาจารย์พูดในห้อง" ซึ่งสำหรับอาจารย์ท่านนี้ ท่านบอกว่า พวกคุณไม่ต้องจด เพราะเลคเชอร์ของท่าน ท่านจะขึ้นไว้ให้ในเนต
 
ท่านก็หันมาถามนักเรียนว่า "แล้วพวกคุณควรจดอะไร"
 
"พวกคุณควรจดความรู้สึก ความคิดที่เกิดขึ้นมาในระหว่างเรียน ทำไมพวกคุณจะต้องเข้าเรียน ก็เหมือนทำไมพวกคุณจะต้องเข้าโรงหนัง ทำไมนั่งดูหนังเงียบๆ คนเดียวที่บ้านไม่ได้ เพราะโรงหนังมีคนหัวเราะร่วมกันกับคุณ คุณจะได้เห็นว่าคนรอบข้างมีปฏิกริยาอย่างไร มันสนุกกว่า การมาเข้าเรียนก็เหมือนกัน คุณจะได้เห็นปฏิกริยาของคนรอบข้างคุณและคนสอน มันกระตุ้นความคิดและความเข้าใจได้ดีกว่า"
 
"ความรู้สึก ความคิดของคุณเองที่ผุดขึ้นมาระหว่างเรียน นี่แหละคือวงกลมวงที่สาม"  
 
"วงกลมทั้งสามวงมีส่วนที่ตัดกัน สิ่งที่อยู่ในตำรา ย่อมทับซ้อนกับสิ่งที่อาจารย์สอนอยู่บ้าง  และทั้งตำราและอาจารย์สอนก็ย่อมมีส่วนที่ทับซ้อนกับความรู้สึก ความคิดของคุณที่ผุดขึ้นมาระหว่างเรียน……."
 
"ความรู้ที่เหลืออยู่เมื่อคุณจบการศึกษาไป ก็คือส่วนที่วงกลมทั้งสามวงตัดกันนั่นเอง"
 
——-
 
เรื่องการเรียน อาร์มเป็นคนที่อยู่ในกระแสรองของสังคมตะวันออกเสมอมา
 
เพราะอาร์มเชื่อว่า ความเข้าใจ สำคัญกว่า ความจำ และ การได้คิด สำคัญกว่า การท่อง (ไม่ได้บอกว่าความจำ และการท่องไม่สำคัญซักหน่อย)
 
คุณรู้ อาจไม่ได้แปลว่า คุณเข้าใจ
 
ตั้งแต่อายุสิบสาม อาร์มไม่ได้ถูกสอนให้"เชื่อ" อาร์มถูกสอนให้"ไม่เชื่อ"มากกว่า
 
ถูกสอนให้รู้จัก "มองหามุมที่แตกต่าง" "คิดขึ้นไปอีกขั้น"
 
ไม่ใช่แค่ "คิดออกนอกกรอบ" แต่บางครั้งต้องกล้าที่จะ "คิดหากรอบใหม่"
 
วันนี้เพิ่งไปทานข้าวกับรุ่นพี่ที่เรียนประวัติศาสตร์มา อาร์มถามพี่เขาว่าคนจีนเรียนประวัติศาสตร์กันอย่างไร
 
พี่เขาก็ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในตำรา ก็จะเขียนไว้หมดแล้วว่าเล่าปี่ดี เพราะ หนึ่ง สอง สาม โจโฉเลว เพราะหนึ่ง สอง สาม
 
อ้า ลืมเล่าไป จอหงวนสองท่านที่มาพูดให้พวกอาร์มฟัง ย้ำนักย้ำหนาว่า เวลาตอบข้อสอบ หรือท่องเนื้อหา หนึ่ง สอง สาม ต้องตามที่อาจารย์สอนเป๊ะ ไม่ขาด ไม่เกิน
 
เช่น กฎหมายฉบับนี้ห่วยแตก เพราะ หนึ่ง สอง สาม ตามที่อาจารย์ท่านสอน อย่าจำไปแค่สองข้อ และอย่าพิเรนทร์เขียนสี่ข้อ
 
กฎหมายฉบับนี้จะดีไม่ได้ และห่วย ก็ต้องห่วยเพราะเหตุผลสามข้อเท่านั้นด้วย
 
แต่อาร์มถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก เวลาเรียนประวัติศาสตร์ มีบุคคลคนหนึ่งขึ้นมา เขาเป็นอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ให้คุณไปคิดมาว่าเขาดีหรือเลว 
 
คิดมาว่าดียังไม่พอ คุณต้องบอกเหตุผลมา เหตุผลคุณอาจจะมีมากกว่าอาจารย์ก็ได้
 
อ๋อ จอหงวนสองท่านบอกพวกอาร์มอีกว่า ต้องศึกษาความคิดของอาจารย์ให้ดี ว่าเขาคิดอย่างไร ท่องความคิดเขาให้ได้
 
อืม สุดท้ายเก่งสุดก็คิดได้เท่าอาจารย์ล่ะกระมัง
 
เอ หรือนี่ตอบคำถามที่ว่า ทำไมคนจีนถึงไม่มีใครได้รับรางวัลโนเบลเลยได้
 
——
 
การเรียนหนังสือ ไม่เท่ากับ การท่องหนังสือ และ การที่คุณอ่านหนังสือทั้งวัน ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนมีกึ๋น
 
สำคัญอยู่ที่ สมองที่ไม่หยุดที่จะคิด และตั้งคำถามต่างหาก 
 
มีแต่การตั้งคำถามที่ถูกต้อง จึงจะเป็นที่มาของความก้าวหน้าในทุกแขนง
 
และมีแต่การคิด ที่จะทำให้คุณเข้าใจ
 
เข้าใจ สนใจ และสนุกกับมัน 
 
แล้วสิ่งที่จะต้องท่องก่อนสอบก็จะน้อยลงเยอะครับ  
 
About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน การศึกษา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s